โตรกผาเดียวดาย

1

ฝนตกยังตกอยู่ ตอนที่โตนกำลังลงมาจากภู มือข้างหนึ่งถือตระกร้าสาน มีเห็ดอยู่ครึ่งตะกร้า ไอ้ด่างวิ่งกระโดกล่วงหน้าลงไปหลายสิบขั้นบันไดหิน โตนค่อยๆ เดินลงมาด้วยรองเท้าแตะ พื้นยางรองเท้าของเขาไม่ค่อยดีแล้ว ยิ่งในฤดูฝนที่มีตะไคร่ขึ้นเต็มตามก้อนหินแบบนี้ โตนจึงต้องระมัดระวังในการเดินมากขึ้น โชคดีที่การเดินขึ้นลงภูเป็นกิจวัตรของเขา ทำให้เขาทำเวลาไม่นานนักในการเดิน 

โตนฝึกขึ้นภูหลังวัดป่าในชุมชนนี้ตั้งแต่อายุ 6-7 ขวบ พ่อพาเขาขึ้นมาเก็บเห็ดไปขาย บางวันเขาก็วิ่งเล่นกับเพื่อน บางวันก็เดินข้ามเขาไปเล่นน้ำตก โตนชอบเดินไต่ขอบผา เลือกก้อนหินที่สูงที่สุด แล้วขึ้นไปยืนบนนั้น หยุดนิ่ง สูดลมหายใจเข้าไปจนสุดปอด ก่อนจะผ่อนลมหายใจไปพร้อมๆ หลับตา เขาชอบมองหมู่บ้านที่อยู่คั่นระหว่างภูสูงตระหง่านนี้กับแม่น้ำโขงที่ไหลโค้งเกาะเกี่ยวกับภูเขาฝั่งตรงข้าม แม้เขาจะรู้สึกว่าหมู่บ้านที่เขาถือกำเนิดขึ้นมานั้นเล็กอยู่แล้ว แต่มันยิ่งเล็กลงไปอีกเมื่อเขามองลงมาจากตรงนี้ นี่เป็นกิจกรรมโปรดของเขา

วันแล้ววันเล่าผ่านไปเช่นนี้ บางเช้ามืด โตนลงไปจับปลาที่แม่น้ำโขงกับพ่อ กลางดึกบางวัน โตนขึ้นไปเก็บเห็ดบนภูโดยมีไฟฉายติดหัวอยู่อันเดียว ปีแล้วปีเล่าที่เรื่องเหล่านี้ซึมเข้าสายเลือด ทำจนกล้ามเนื้อจำได้ จนเมื่อโตนอายุ 13 ปี ก็เกิดเรื่องอัศจรรย์พันลึกขึ้นกับเขา

วันนั้นเป็นวันปกติเหมือนที่เคยเป็น โตนตื่นมาก่อนเสียงไก่ขัน เขาได้ยินเสียงพ่อลุกไปล้างหน้าตรงโอ่งหลังบ้าน โตนลุกขึ้นนั่งบนฟูก ขยี้ตาสองสามทีก็รู้สึกสดชื่น วันนี้เขาตั้งใจจะขึ้นไปเก็บเห็ดบนภูคนเดียว และถ้าทำเวลาดีๆ เขาจะทันยืนบนผาตอนพระอาทิตย์ขึ้นพอดี โตนรีบล้างหน้าล้างตา สวมเสื้อยืด คว้าตะกร้าหวาย และใส่รองเท้าแตะก่อนเดินออกไปอย่างคล่องแคล่ว ได้ยินเสียงพ่อตะโกนถามไล่หลังว่าจะรีบไปไหน เขาไม่ได้ตอบ 

โตนเดินไปถึงหน้าผาตอนที่ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าไปแล้ว ฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่เช้า โตนเอามือลูบหัวป้อยๆ เพื่อไล่เม็ดฝนออกจากผมสั้นเกรียน เขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหิน ไต่ลงไปด้านหลังของภูอีกด้าน ตั้งใจว่าจะไปนั่งเล่นแถวน้ำตก ฟ้ายามเช้ายังขมุกขมัว โตนใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็เดินถึงน้ำตก เช้าวันนั้นเขารู้สึกแปลกไป เพ่งมองไปที่น้ำตก เห็นคล้ายว่ามีฉากบางเบากันสายตาอยู่ ทำให้มองเห็นสายน้ำที่ตกลงมาได้ไม่ชัดนัก โตนขยี้ตา คิดว่าเป็นเพราะเม็ดฝนเกาะตา แต่ยิ่งขยี้ก็ดูเหมือนว่าภาพนั้นจะพร่าเลือนมากกว่าเดิม 

นี่ไม่ใช่น้ำตกที่เคยเห็น เขาคิด มันดูคล้ายภาพจากอดีตไกลโพ้น คล้ายความฝันที่ลางเรือน โตนค่อยๆ เดินเข้าไปตรงแอ่งน้ำ มวลเย็นเยียบเข้ามาเกาะกุมจนรู้สึกได้ โตนเอามือขึ้นมากอดตัวเอง ตัดสินใจว่าจะเดินไปหลบฝนและความหนาวเย็นในถ้ำหลังม่านน้ำตก ถ้ำที่เขาเคยเข้าไปเล่นมาไม่รู้กี่พันครั้ง มาครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างกันเอาไว้ไม่อยากให้เขาเข้าไป ความทึมเทาไหลเวียนอยู่ทั่วบริเวณ แต่โตนก็ตัดสินใจเดินฝ่าน้ำตกเข้าไปที่ถ้ำข้างหลังนั้น กลิ่นหินเปียกปะทะจมูกเหมือนที่เขาเคยได้กลิ่นทุกครั้ง แต่ยิ่งเดินลึกเข้าไป ยิ่งคล้ายมีกลิ่นใหม่ผสมเข้ามา กลิ่นที่โตนไม่รู้ว่าคืออะไร เมื่อมองเข้าไปด้านใน จากสุดถ้ำที่มองเห็นได้ด้วยตาว่าผนังอยู่ตรงไหน มาตอนนี้คล้ายว่าทางเดินจะลึกเข้าไปได้อีกไกลสุดลูกหูลูกตา เขาเดินเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เวลาคล้ายชั่วอึดใจ โตนก็เดินมาไกลจนเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์ เขารีบเดินตัดตรงเข้าไป จนหลุดออกนอกถ้ำ แสงสว่างแยงตาอย่างรุนแรงจนเขาต้องเอามือมาป้องปิด แล้วเมื่อตอนที่สายตาค่อยๆ ปรับแสงได้นั่นแหละ โตนจึงพบภาพที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็น

โตนกำลังยืนอยู่บนพื้นดินริมแม่น้ำโขง แต่นี่ไม่ใช่แม่น้ำโขงที่เขาเคยเห็น มีภูเขาเขียวสูงตระหง่านเป็นฉากหลัง น้ำสีโคลนไหลเอื่อย มีปลามากมายแหวกว่ายในสายธาร – มากมายเกินคณานับ ปลาตัวเล็กใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ม้วนตัวในกระแสน้ำ อัดแน่นเวียนว่ายจนแทบไม่มีที่หายใจ โตนค่อยๆ เดินลงไปในแม่น้ำ ยืนให้ปลากว่าร้อยพันตัวไหลผ่านตัวเขา โตนลองยื่นมือลงไปในน้ำ ปลาตัวใหญ่สองตัวแย่งกันโอบล้อมแขนเขา นี่เป็นความอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าความอุดมสมบูรณ์ไหนๆ ที่ใครเคยพานพบในโลก แต่สิ่งที่โตนเจอยังไม่หมดเท่านี้ ถัดไปจากบริเวณที่เขายืนอยู่ไม่ไกล บนท้องน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล ณ ที่แห่งนั้น โตนมองเห็นเกล็ดเรียงสวยบนตัวพญานาคต้องแสงอาทิตย์ กลายเป็นแสงระยิบระยับเหมือนประกายไฟ พญานาคม้วนตัวแหวกว่ายอยู่ชั่วครู่ คล้ายประกาศศักดาว่าเป็นผู้ครอบครองสายน้ำนี้ แม่น้ำโขงทั้งสายสะเทือนเพราะการสะบัดหางเพียงครั้งเดียวของพญานาค ก่อนจะวกตัวลงไปข้างล่างแล้วไม่ปรากฏขึ้นมาอีกเลย

โตนยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ขาแช่นิ่งในน้ำ เขาไม่อาจเชื่อภาพที่เห็น แต่ก็บอกไม่ได้ว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นไม่ใช่ความจริง และขณะที่เขายืนเหม่ออยู่นั้น ฉับพลันเสียงของไอ้ด่าง หมาประจำวัดป่าด้านล่างภูก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง มันยืนอยู่ปากถ้ำตรงทางที่เขาเข้ามา ส่งเสียงเห่าติดกันหลายครั้งเหมือนเร่งเร้าให้โตนรีบออกไปจากตรงนี้ ม่านสีเทาจางปกคลุมปากถ้ำดูเหมือนว่าจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นทางออก โตนจึงรีบวิ่งขึ้นมาจากน้ำ เสื้อผ้าที่สวมอยู่เปียกปอน ตระกร้าหวายที่เอามาด้วยยังอยู่ติดมือ โตนวิ่งมาทันก่อนที่ปากถ้ำจะถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำสนิท ไอ้ด่างวิ่งนำทางเขาออกไปสู่ม่านน้ำตกที่โตนเข้ามาตอนแรก โตนเดินตามไปอย่างว่าง่าย เขาเก็บภาพที่เห็นไว้ และคิดกับตัวเองว่าต้องมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะเดินไปเก็บเห็ดตามซอกหิน ได้มากว่าครึ่งตะกร้า และเดินลงภูไปอย่างเชื่องช้าในตอนบ่าย โดยมีไอ้ด่างนำทางไม่ห่าง

2

โตนกลับมาที่นี่อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น เขาตื่นเช้ากว่าเมื่อวาน รีบออกมาจากบ้านโดยไม่ได้ถือตะกร้าหวายมาด้วยซ้ำ เขาเดินขึ้นภู มุ่งหน้าสู่น้ำตก และเดินตัดตรงเข้าไปหลังสุดปลายทางเดินถ้ำ แสงสว่างเปิดรอเขาตรงนั้น โตนเดินอย่างรวดเร็วก็ไปถึงแม่น้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าความอุดมสมบูรณ์ใดๆ ในโลก เขาเพิ่งสังเกตเห็นนกอพยพจำนวนมากกำลังวางไข่อยู่บนโขดหิน บนท้องฟ้ายังมีกลุ่มนกบินเรียงแถววกไปมาเหนือแม่น้ำ เขาตัดสินใจกับตัวเองว่า จะขึ้นมาที่นี่ทุกวันเพื่อเอาปลาไปขาย เผื่อช่วยให้พ่อทำงานหนักน้อยลง แน่นอนว่าแม่น้ำโขงหลังม่านน้ำตกนี้ย่อมหาปลาได้ง่ายกว่าแม่น้ำโขงด้านล่างเป็นไหนๆ – โขงด้านล่างจับปลายากมานานแล้ว ตั้งแต่แม่น้ำไม่ไหลตามฤดูกาลจากการสร้างเขื่อนตรงช่วงต้นแม่น้ำ 

เมื่อรู้เวลาแน่ชัดว่าจะเข้าถึงที่นี่ได้ตอนไหน โตนก็มาที่นี่ทุกวัน เขาจับปลาได้โดยแทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์หาปลา เพียงแค่ใช้มือยื่นลงไปในแม่น้ำ ปลาก็ไหว้วนไล้แขนของเขา โตนหยิบปลามาใส่ในถังได้โดยไม่ต้องออกแรง วันแล้ววันเล่าที่โตนขึ้นมาบนนี้แล้วได้ปลากลับลงไป เขาทำทีเป็นว่าไปจับปลามาที่แม่น้ำโขงด้านล่าง แล้วเอาไปให้พ่อขาย รวมๆ แล้ววันหนึ่งขายได้หลายพันบาท โตนไม่รู้ว่าพ่อสงสัยเขาหรือไม่ และเขาก็ไม่กล้าบอกเรื่องที่เขาเห็นเพราะเขาเองก็ไม่รู้จะอธิบายที่มาที่ไปอย่างไร และยิ่งไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นเรื่องชอบมาพากลแค่ไหน แต่เขาก็ทำอย่างนั้นอยู่ร่วมเดือน 

เรื่องดูเหมือนว่าจะไปได้ดีไม่มีปัญหา จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง โตนเดินเข้าไปหลังม่านน้ำตกอย่างเคย แสงสีทองที่ไม่เคยเห็นส่องเข้ามาตรงปากถ้ำ เขารีบเดินไปจนถึงริมโขง มองเห็นเกล็ดสีทองขนาดใหญ่ม้วนอยู่บนสายน้ำ แต่นี่กลับไม่ใช่พญานาคที่เขาเคยเห็น แต่เป็นมังกรสีทองตัวใหญ่บุกเข้ามาในกระแสน้ำแห่งนี้ จนปลาที่แหวกว่ายอยู่ต้องหนีไปคนละทิศละทาง นกอพยพที่กำลังวางไข่บนโขดหินก็หนีแตกกระเซอะกระเซิง กระแสน้ำที่เคยไหลเอื่อยกลับหมุนวนคล้ายสับสน ไม่รู้ว่าต้องมุ่งไปทิศไหน ฉับพลันนั้นน้ำก็กลายเป็นเดี๋ยวเบาเดี๋ยวแรง ก่อนจะค่อยๆ เหือดแห้งลงเหมือนโดนสูบลงดิน และในเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น น้ำจำนวนมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาทับที่เดิม สลับกันอยู่อย่างนี้จนสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในสายน้ำนั้นไม่อาจควบคุมทิศทางของตัวเอง

ภาพทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา โตนไม่อาจเข้าใจภาพที่เห็น เขาตบหัวตัวเองเพื่อให้ตื่นจากฝันซ้อนฝัน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทันใดนั้นเองที่มังกรส่งเสียงกึกก้องออกมาว่า หากยอมให้อำนาจการควบคุมกระแสน้ำเป็นของมังกร คนในสายน้ำนี้จะได้เพชรนิลจินดาที่ระยิบระยับพร่างพรายเกินกว่าใครในโลกจะจินตนาการได้ หลังจบเสียงของมังกรไม่นาน พญานาคก็ม้วนตัวขึ้นมาจากใต้น้ำ กระแสน้ำกลายเป็นคลื่นยักษ์พัดเข้าฝั่งอย่างรุนแรง เกิดเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ พลังของทั้งมังกรและพญานาคปะทะกันจนโตนไม่อาจยืนอยู่ได้ เขาเซปะทะกับโขดหิน หัวฟาดเหลี่ยมหินรุนแรง และหลับไปทั้งอย่างนั้น

3

โตนตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกเหมือนโดนเลียหน้า มองเห็นไอ้ด่างยืนหอบแฮ่กๆ อยู่ตรงหน้าเขา แสงอาทิตย์สว่างเหมือนที่เคยคุ้น นกบินบนท้องฟ้าเป็นแถว เสียงแม่น้ำโขงไหลเอื่อยยังคลอเป็นฉากหลัง ปลายังแหวกว่ายในน้ำแบบไหล่ชนไหล่

สงครามจบแล้วงั้นหรือ โตนคิด เขาพยายามลุกขึ้นนั่ง เลือดที่หัวยังไหลอยู่ เอามือจับแผลเพราะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมา ทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น และนึกถึงคำของมังกร “เพชรนิลจินดาที่ระยิบระยับพร่างพรายเกินกว่าใครในโลกจะจินตนาการได้” อย่างนั้นหรือ 

เขานิ่งคิด

Message us